เมาแล้วขับ.. “โดนกักขัง” ยาแรง ลดอุบัติเหตุ?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ยกอันดับประเทศไทย ขึ้นเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยสถิติ 36.2 คนต่อแสนประชากร รองจากประเทศลิเบีย ที่มีอัตราการเสียชีวิต 73.4 คนต่อแสนประชากร แม้ตัวเลขจะรองจากอันดับหนึ่งกว่าครึ่ง แต่ไม่อาจปฏิเสธว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตคนไทยโดยตรง ไม่เฉพาะด้านร่างกายที่ขณะนี้ในแต่ละปี มีผู้บาดเจ็บและพิการมากกว่า 5,000 ราย แต่ในขณะเดียวกันอุบัติเหตุทางถนน ยังสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจปีละกว่า 2.3 แสนล้านบาท

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในช่วงเทศกาลวันสำคัญที่มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน อย่าเช่นเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกันรณรงค์ ลดอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตอย่างจริงจัง ทำให้ความสูญเสียลดลงตามลำดับ จากค่าเฉลี่ยอัตราผู้เสียชีวิตประมาณ 700 กว่าราย ในช่วง 7 วันอันตรายส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ลดลงมาอยู่ที่ประมาณปีละ 300 กว่าราย ในช่วงปี 2554 – 2558 โดยภาพรวมพบว่า เกิดอุบัติเหตุ 15,937 ครั้ง บาดเจ็บ 16,916 ราย เสียชีวิต 1,768 ราย

แม้ตัวเลขความสูญเสียในช่วง 5 ปีหลังจะลดลงตามลำดับ แต่การทรงตัวอยู่ในระดับเดิม นำมาซึ่งความกังวลที่ว่า หากรัฐบาลไม่เพิ่มมาตรการให้เข้มข้นมากขึ้น อุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทย อาจแซงหน้าขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกในไม่ช้า
 
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน บอกว่า ปกติในแต่ละวันประเทศไทยมีอัตราเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ประมาณ 30 กว่าราย แต่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว สาเหตุสำคัญเกิดจากการเมาแล้วขับ ความท้าทายของประเทศไทยในการลดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต จึงอยู่ที่การควบคุมไม่ให้คนดื่มแอลกอฮอล์ออกมาขับรถ ข้อเสนอในปีนี้ของเครือข่ายป้องกันอุบัติเหตุ จึงไปโฟกัสที่การยกระดับการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เข้มข้นมากขึ้น จากเดิมที่ผู้ที่มีค่าแฮลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัม เมื่อถูกตำรวจจับจะต้องเสียค่าปรับ จากนั้นรอขึ้นศาล ซึ่งส่วนใหญ่จะพิจารณาเป็นโทษรอลงอาญา แต่ในปีนี้เสนอว่าหากถูกจับแล้วให้ลงโทษกักขังเลย เพื่อให้เกิดความหลาบจำ
 
"ข้อดีของมาตรการกักขังคือไม่ว่าจะรวยหรือจนทุกคนต้องรับโทษเหมือนกัน ที่สำคัญคือการถูกกักขังเป็นวิธีการที่ช่วยให้ผู้กระทำผิด ได้สำนึกและปรับปรุงพฤติกรรมโดยไม่มีผลกระทบ เหมือนกับการโดนโทษจำคุกเพราะไม่ต้องโดนโกนหัว ไม่ถูกพิมพ์ลายนิ้วมือ หรือแม้กระทั่งบันทึกประวัติ แต่ต้องไปอยู่ในสถานที่กักขังของกรมราชทัณฑ์ 3 – 7 วันเท่านั้น"
 
การเสนอมาตรการในลักษณะบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น หรือเรียกง่ายๆ ว่าการใช้ยาแรง แน่นอนว่าต้องมีกระแสตอบรับทั้งในทิศทางที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ในประเด็นนี้ นพ.ธนะพงศ์ ย้ำว่า ข้อเสนอนี้ไม่ใช่ข้อเสนอที่ยกขึ้นมาพูดลอยๆ แต่ได้เคยถูกนำไปปฏิบัติแล้วในพื้นที่ จ.นนทบุรี เมื่อปี 2550 โดยผู้พิพากษาศาลแขวงนนทบุรี พิจารณาโทษเมาแล้วขับสำหรับรถส่วนบุคคลโดนกักขัง 7 วัน แต่หากเป็นรถโดยสารสาธารณะโดนขัง 1 เดือน ในช่วงเดือน เม.ย. – ธ.ค. ส่งผลให้ในพื้นที่นนทบุรีไม่มีผู้เสียชีวิตจากเมาแล้วขับแม้แต่รายเดียว แนวทางปฏิบัตินี้จึงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถช่วยลดความสูญเสียลงได้จริง ดังนั้น การเสนอให้ใช้ยาแรงที่เรามีในตู้อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ถูกเปิดออกมาใช้ จึงถือเป็นการช่วยสกัดผลเสียต่อชีวิตของคนไทย ที่จะเกิดขึ้นตามมาจากอุบัติเหตุเมาแล้วขับ
 
ที่มา :