รณรงค์ลดเจ็บตาย ทำได้ทุกวัน..ทุกที่

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2558 เวลา 05:01 น.

ความสูญเสีย ช่วงเทศกาล VS ช่วงปกติ...กับสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย
มีข้อมูลตีแผ่น่าสนใจ

ยกตัวอย่างวันหยุดยาวสงกรานต์ของปี หากยังจำกันได้ช่วงควันหลงเรื่องอุบัติเหตุเทศกาลสงกรานต์ยังไม่จางหาย
แต่แรกสังคมไทยคาดหวังกันว่าสงกรานต์ปีนี้ความสูญเสียน่าจะลดลงเพราะภาครัฐให้ความสำคัญและมีแรงเสริมจากมติ
ครม.วันที่ 8 เมษายน 2558 ที่เสนอโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้มีการเพิ่ม มาตรการ 8 ข้อ

เพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงในการเล่นน้ำสงกรานต์ รวมทั้งการมีมาตรการเสริมจากหน่วยต่างๆ อาทิ มาตรการด่านชุมชน
(ก.สาธารณสุข ร่วมกับ กรมการปกครอง) มาตรการโซนนิ่งพื้นที่เล่นน้ำปลอดภัย (ถนนตระกูลข้าว และถนนอื่นๆอีกหลายแห่ง)

แต่สถิติหลัง 7 วันอันตรายออกมา กลับพบว่าอัตราเกิดอุบัติเหตุ เจ็บและตายเพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้วถึงประมาณร้อยละ 20
จำนวนคนตายเพิ่มจาก 325 คนเป็น 364 คน

แม้จะมีคำอธิบายจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนอยู่บ้างว่า จำนวนการเดินทางของปีนี้สูงกว่าปีที่แล้วมาก
และมีพายุฝนฟ้าคะนองอยู่หลายวันก็ตาม แต่หลายคนในสังคมก็รู้สึกผิดหวังและงุนงงถึงสาเหตุ หลายคนก็ออกมาโจมตีจุดโน้นจุดนี้
โดยพยายามอธิบายว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของความล้มเหลว

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ที่ร่วมอยู่ในกระบวนการพัฒนาความปลอดภัยทางถนน
ในสิบปีที่ผ่านมา ได้ชี้ถึงภาพที่แท้จริงของ “อุบัติเหตุ 7 วันอันตราย” ว่า

หลายๆคนอาจจะไม่ทราบมาก่อนว่า ใน “ช่วงปกติ” จะมีคนไทยถึงประมาณ 65 คน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนอยู่ทุกวัน
หรือตกสัปดาห์ละ 455 คน ซึ่งสูงกว่าการตายในช่วง 7 วันของเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่ราวหนึ่งเท่าครึ่ง
(ข้อมูลที่กระทรวงสาธารณสุขตรวจทานจาก 3 แหล่งข้อมูล คือ ใบมรณบัตร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัย พ.ศ.2556)

ทั้งๆที่ใน “ช่วงเทศกาล” เมื่อเทียบกับช่วงปกติ จะมีความเสี่ยงต่างๆ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ไม่ว่าจะเป็นปริมาณรถที่เดินทางไป-กลับ
ที่เพิ่มขึ้นมากและใช้ระยะเวลาในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น แถมช่วงเทศกาล ผู้คนจะเน้นไปที่ “ความสนุกสนาน” จนละเลยความปลอดภัย

โดยเฉพาะการขี่จักรยานยนต์ไปเล่นน้ำที่มักจะ “ไม่สวมหมวกนิรภัย” หรือ ใช้รถปิกอัพบรรทุกคนในกระบะท้ายจำนวนมาก
ตระเวนเล่นน้ำสงกรานต์ และที่สำคัญคือ มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อเฉลิมฉลองเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 4.5 เท่า (ข้อมูลจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา)

“ความเป็นจริงที่ตรงกันข้ามกับที่คนทั่วไปสรุปว่า มาตรการลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงสงกรานต์ไม่ประสบผลสำเร็จ
เพียงเพราะเทียบกับยอดปีก่อนแล้วเพิ่มขึ้น ก็คือมาตรการต่างๆที่หลายฝ่ายร่วมกันดำเนินงานในช่วงสงกรานต์ลดการเจ็บตาย
ในสัปดาห์แห่งความเสี่ยงสูงนี้ ให้ต่ำกว่าสัปดาห์ปกติด้วยซ้ำ...

โดยเฉพาะเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเมื่อราวสิบปีที่แล้ว ก่อนดำเนินการจริงจัง ที่ช่วงสัปดาห์เทศกาลจะมีคนตายถึงราว 600-900 คน
อย่างเช่น ช่วงเทศกาลปีใหม่ปี 2547 มีผู้เสียชีวิตถึง 902 คนเป็นต้น”

นพ.ธนะพงศ์ ชี้ให้เห็นว่า มาตรการด้านความปลอดภัยทางถนนที่พัฒนาขึ้นในสิบปีที่ผ่านมานำโดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน
และภาคีเครือข่ายต่างๆ ได้ค่อยๆลดขนาดของปัญหานับตั้งแต่ปี 2548 มาตามลำดับ อย่างเช่น จำนวนคนตายในช่วง 7 วันเทศกาล
ได้ลดลงมาระดับสามร้อยคนเศษ แต่ก็คงอยู่ระดับนี้หลายปีแล้ว จนหลายคนที่ไม่ได้เห็นภาพระยะยาวมาก่อน
ก็รู้สึกไปว่า มาตรการต่างๆไม่ได้ผล การแก้ไขปัญหาล้มเหลว

“ถึงปัญหาลดลงในภาพรวม แต่อัตราความสูญเสียก็นับว่ายังสูงอยู่ ทางออกที่ง่ายที่สุดของปัญหานี้ คือ การขยายมาตรการเข้มข้นที่ซ้อมกันมาในเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ ให้กระจายไปดำเนินการในอีก 50 สัปดาห์ปกติของปีให้เข้มกว่านี้”

ผอ.ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนนเสนอว่า มาตรการต่างๆ ทั้งด้านที่เกี่ยวกับ คน รถ และถนนร่วมกับการกำกับติดตาม
ผลรายจังหวัดแล้วสื่อสารต่อสังคมอย่างต่อเนื่องอย่างที่ทำใน 7 วันอันตราย ควรประยุกต์มาใช้ในเวลาปกติ
โดยอาจปรับความเข้มข้นลงเหลือสักหนึ่งในสี่ก็พอ (สงกรานต์ปีนี้ มีการเรียกตรวจรถ 4,499,530 คัน ดำเนินคดี 743,826 ราย)...
ให้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนกำกับสถิติทุกจังหวัดเป็นรายเดือน

จุดชี้ขาดที่สำคัญ คือ มีระบบบริหารจัดการของหน่วยงานหลักที่เข้มแข็งจริงจังต่อเนื่อง นำโดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัด
และอำเภอ ในจังหวัดที่มีการบูรณาการและจัดการปัญหาอย่างเข้มข้นต่อเนื่องตลอดทั้งปี

เช่น ภูเก็ต สิงห์บุรี ขอนแก่น ฯลฯ เริ่มเห็นแนวโน้มที่จะลดความสูญเสียได้ในเกือบทุกเทศกาล รวมทั้งในช่วงปกติ
นอกจากนี้ ถ้าพิจารณาในระดับอำเภอ จะพบว่ามีถึงร้อยละ 70 จากจำนวน 878 อำเภอที่ไม่มีผู้เสียชีวิตเลย
และที่สำคัญคือ ระบบบริหารจัดการ การบังคับใช้กฎหมาย

ซึ่งพบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากรของตำรวจ โดยเฉพาะอุปกรณ์ในการจัดการความเสี่ยง
(เครื่องตรวจจับความเร็ว ตรวจวัดแอลกอฮอล์) และข้อจำกัดด้านกำลังพล ทำให้การเรียกตรวจและดำเนินคดี
พฤติกรรมเสี่ยงหลัก ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งไม่สามารถกระจายกำลังไปสู่พื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่างๆ
ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ทั้งในสายรองและระดับชุมชน

ดร. สุปรีดา อดุลยานนท์ รองผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
หนึ่งในภาคีร่วมขับเคลื่อนงานความปลอดภัยทางถนน ได้สนับสนุนแนวทางการปรับมุมมองต่อ “7 วันอันตราย”
และการนำมาขยายผลใน “365 วันอันตราย” โดยเชื่อว่าการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อลดปัญหาและ
ยอดการเสียชีวิตของคนไทยบนถนนเฉลี่ย 455 คนต่อสัปดาห์ในช่วงปกติ จะนำมาสู่การลดการสูญเสียจากอุบัติภัยทางถนนในสัปดาห์เทศกาลในที่สุด

“พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ไม่ใช่เรื่องที่จะปรับได้ง่ายในระยะสั้น แต่ต้องมีมาตรการหลากหลายในการปรับพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง
ในระยะเวลานานพอสมควร นอกจากนี้หลายคนยังคิดว่า เพียงใช้การสื่อสารรณรงค์ก็จะปรับพฤติกรรมประชาชนได้
ซึ่งผลการศึกษาทั่วโลกยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง ยิ่งสำหรับพฤติกรรมเสี่ยงบนท้องถนน การบังคับใช้กฎหมายจะมีประสิทธิผลสูงสุด
การรณรงค์จิตสำนึกใช้เป็นส่วนประกอบสนับสนุนเท่านั้น”

ที่ผ่านมาบทบาทของ สสส. จึงสนับสนุนภาคีการทำงานที่หลากหลาย ทั้งงานวิชาการ งานผลักดันนโยบาย
ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้เครือข่ายแนวราบในทุกจังหวัด โดยการสื่อสารรณรงค์เป็นเพียงส่วนย่อยหนึ่งของการสนับสนุนทั้งหมดเท่านั้น
และเป็นที่น่ายินดีว่า ปัจจุบันได้มีหลายหน่วยงานองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนออกมาสนับสนุนการสื่อสารรณรงค์ในสื่อต่างๆมากขึ้น
หลังจาก สสส.ได้บุกเบิกการรณรงค์เป็นเจ้าหลักในช่วงต้นๆ

แต่ในช่วงเทศกาลที่มีการดื่มสูง (เป็นสาเหตุร้อยละ 40.2 ของอุบัติเหตุในสงกรานต์ปีนี้) ก็จะเน้นแคมเปญ “ดื่มไม่ขับ”
ส่วนพฤติกรรมอื่นๆ เช่น ง่วงแล้วขับ (ปีนี้ “หลับใน” เป็นเหตุของการเสียชีวิตร้อยละ 5) หรือสภาพรถที่ไม่พร้อมและสาเหตุย่อยอื่นๆ
ก็ใช้การสื่อสารรูปแบบต่างๆในการกระตุ้นเตือนผู้เดินทาง

ถ้าต้องการจะเห็นตัวเลขผู้เสียชีวิตในเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ปี 2559 ลดลง เราต้องเริ่มทำงานอย่างเข้มข้นทุกวัน.

ที่มา :