กฎหมายเปิดช่อง “รถโรงเรียน” ส่วนใหญ่ผิดกฎหมาย

“รถโรงเรียน” เป็นทางออกหนึ่งที่เกือบทุกประเทศทั่วโลกใช้เพื่อบริหารจัดการการขนส่ง นักเรียนที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย แต่สำหรับประเทศไทย ปริมาณการใช้รถโรงเรียนกลับมีน้อยมาก จากการศึกษาที่ผ่านมา กฎหมายของไทยได้กำหนดระเบียบและมาตรฐานรถรับส่งโรงเรียนขั้นสูงเทียบเท่ากับ ต่างประเทศ ซึ่งพบว่าผู้ประกอบการรับส่งนักเรียนไม่สามารถดำเนินการได้จริง และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การให้บริการถรับส่งนักเรียนที่มีการดำเนินการ อยู่โดยมากไม่มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้องและอยู่เหนือการควบคุมของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษาวิจัยในโครงการ “ปฏิบัติงานด้านวิชาการเพื่อศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรถรับส่งนักเรียน และจัดทำร่างกฏ ระเบียบรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัยและมีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศ” พบว่าในปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องและบังคับในการดำเนินการด้านระบบรถรับ ส่งนักเรียนอยู่หลายหน่วยงาน คือ กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง ซึ่งจากการศึกษา พบปัญหาหลักที่สำคัญ คือการเริ่มจดทะเบียนสำหรับรถที่จะนำมาใช้ในการให้บริการรับ-ส่งนักเรียน ซึ่งส่วนมากเป็นการดำเนินการที่ผิดกฎหมาย โดยข้อกฎหมายที่มีช่องว่างเป็นเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการรถรับส่งนักเรียนไม่ นำรถไปจดทะเบียนการขนส่งที่ถูกต้องตามกฎหมายที่สำคัญซึ่งสรุปจากรายงานชิ้น นี้ อาทิ พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 นิยามคำ “รถโรงเรียน” หมายถึง รถบรรทุกคนโดยสารที่โรงเรียนใช้รับส่งนักเรียน /และตามกฎกระทรวงฉบับที่ 22 (พ.ศ.2526) นอกจากคำนิยามดังกล่าวแล้ว ยังให?หมายความรวมถึงรถที่ผู้ได?รับใบอนุญาตประกอบการขนส? นําไปใช?ในการรับส?งนักเรียนเพื่อการศึกษาตามปกติ ขณะที่และระเบียบกระทรวงศึกษา ว่าด้วยการควบคุมดูแลการใช้รถโรงเรียน พ.ศ. 2536 ยังให้คำจำกัดความเพิ่มเติมว่า เป็นรถที่โรงเรียนให้บุคคลภายนอกมารับส่งนักเรียนเพื่อการศึกษาตามปกติ ดังนั้นระเบียบของกระทรวงศึกษาจะครอบคลุมรถตู้ที่ให้บริการรับส่งนักเรียน ปัจจุบันทั้งหมด แต่การดำเนินการดังกล่าวไม่ถูกต้องและเป็นรถตู้ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 และตาม พ.ร.บ. ขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4(21) ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดว่า รถบรรทุกคนโดยสาร คือรถที่สร้างเพื่อบรรทุกคนโดยสารเกิน 7 คน /และตามระเบียบกรมการขนส่งทางบก ว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียบและภาษีรถ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กำหนดให้รถตู้อยู่ในประเภท “รถยนต์นั่งส่วนบุคคล” เกิน 7 ที่นั่ง หรือ รย.2 ดังนั้นผู้ประกอบการจึงเลือกใช้รถตู้มาบริการรับส่งนักเรียนจำนวนมาก โดยถ้าใช้รถใหญ่กว่า 12 ที่นั่งจะต้องไปจด พ.ร.บ. ขนส่งทางบก ซึ่งมีกฎข้อบังคับในการจดทะเบียนเป็นรถที่ใช้ในการขนส่งในรายละเอียดมาก ทั้งการจดทะเบียน ลักษณะรถ ลักษณะผู้ขับขี่ การเสียภาษี การทำใบขับขี่ กฎกระทรวง ตาม พ.ร.บ. ขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดให้รถโรงเรียน มีป้ายรถโรงเรียนขนาดตัวหนังสือ พื้นสีส้มสะท้อนแสง แต่กำหนดไฟสัญญาณแสงเหลืองอำพันบนหลังคา ติดด้านหน้าและท้ายของตัวรถ แต่หากเป็นรถที่จดทะเบียนว่าด้วยกฎหมายการขนส่งทางบก ตามมาตรฐาน 1, 2, 3 หากสูงเกิน 2.5 ม. ต้องมีโคมไฟแสดงส่วนสูงบนหลังคาเป็น สีเหลืองสำหรับรถขนส่งไม่ประจำทาง ซึ่งในทางปฎิบัติจึงพบว่ารถรับส่งนักเรียนปัจจุบัน (ที่ผิดกฎหมาย) มีความสับสนเรื่องการติดตั้งป้าย สัญญาณแสงสีเหลือง กฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางบก มีหน้าที่กำหนดนโยบาย ขนส่งทางบก เสนอต่อคณะรัฐมนตรี และมีคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบก กำหนดอัตราค่าขนส่งและค่าบริการอย่างอื่น ดังนั้นคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดนี้ จะต้องถูกกำหนดอัตราค่าขนส่งและค่าบริการอื่น ๆ ด้วย ซึ่งปัจจุบันราคาการใช้บริการขึ้นอยู่กับการตกลงของผู้ประกอบการและผู้ ปกครอง พ.ร.บ. ขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดว่า การขอรับใบอนุญาตเป็นแบบขนส่งไม่ประจำทาง ต้องวางหลักทรัพย์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเบื้องต้นแก่ผู้เสียหายบุคคลภายนอก หากเกิดอุบัติเหตุจำนวน 30,000 บาท (สำหรับคันแรก) และคันละ 500 บาท สำหรับคันต่อๆ ไป โดยรวมแล้วไม่เกิน 300,000 บาท ทั้งนี้หากเกิดอุบัติเหตุผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเบื้องต้น (ค่ารักษาพยาบาล ไม่เกิน 10,000 บาท หากตายให้จ่ายค่าปลงศพ 10,000 บาท หรือไม่ตายทันทีต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าปลงศพ ดังนั้น หากผู้ประกอบการนำรถตู้ของตนไปจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ก็ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเบื้องต้นกรณีเกิดอุบัติเหตุต่อบุคคลภายนอกฯลฯ ทั้งหมดนี้ จึงไม่แปลกหากจะพบว่า รถโรงเรียนที่นำมาให้บริการในปัจจุบัน ส่วนมากไม่สามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมายได้ มีเพียงส่วนน้อยที่สามารถดำเนินการได้ในบางส่วนของกฎหมายเท่านั้น และเกือบทั้งหมดไม่ทราบถึงกฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งการจดทะเบียนการให้บริการ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเกือบทั้งหมดยังไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องดำเนินการด้านกฎหมาย ให้รถโรงเรียนถูกต้องตามกฎระเบียบ เนื่องจากการเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ และการให้บริการก็เป็นการดำเนินการเพียงช่วงสั้นๆ ในช่วงเช้า และช่วงเย็น เท่านั้น และเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงรถให้ถูกต้องตามกฎระเบียบต่างๆ จำนวนมาก มีความยุ่งยากในการดำเนินการ ทั้งยังคิดว่าเป็นภาระมากกว่าจะช่วยในการส่งเสริมการให้บริการรถรับส่ง นักเรียน รวมทั้งไม่สามารถซื้อรถโรงเรียนที่มีความถูกต้องตามกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกได้มีผู้นำรถตู้หรือรถสองแถวป้ายขาวดำไปใช้ รับจ้างรับส่งนักเรียนเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากเป็นรถที่มีขนาดเล็กเมื่อนำไปรับส่งนักเรียนอาจเกิดความไม่ ปลอดภัยกับนักเรียน และไม่มีกฎระเบียบควบคุมในเรื่องความปลอดภัย กรมการขนส่งทางบกจึงได้ออกระเบียบใช้รถในการรับจ้างรับส่งนักเรียน โดยกำหนดลักษณะรถที่ใช้รับส่งนักเรียนต้องเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 12 คน มีเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถครบถ้วนถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด และเป็นรถที่ไม่ค้างชำระภาษีประจำปี รวมทั้งต้องมีป้ายเขียนข้อความว่า รถรับส่งนักเรียน เป็นตัวอักษรสีดำ ติดไฟสัญญาณสีเหลืองอำพัน หรือสีแดงไว้ที่ด้านหน้าหรือด้านท้ายของตัวรถ และมีเครื่องมือที่จำเป็นเพื่อช่วยเหลือนักเรียนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ได้แก่ เครื่องดับเพลิง และค้อนทุบกระจก เป็นต้น นอกจากนั้นจะต้องไม่บรรทุกหรือยินยอมให้ผู้อื่นบรรทุกผู้โดยสารอื่นปะปนกับ นักเรียน รวมทั้งต้องมีผู้ควบคุมดูแลนักเรียน ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ประจำอยู่ในรถตลอดเวลาที่ใช้รับส่งนักเรียน นอกจากนี้ยังอนุญาตให้ใช้รถรับส่งนักเรียนไม่เกินครั้งละ 6 เดือน นับแต่วันอนุญาต ทั้งหมดนี้คือการปรับตัวของผู้ประกอบการรถโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อหลบกฎหมาย ไม่ต้องแบกรับภาระหรือต้นทุนในการรับส่งนักเรียนที่มากเกินไป ทำให้รถรับส่งนักเรียนเกิดขึ้นได้ หรือนี่คือสภาพที่เป็นจริงในสังคมไทยที่ต้องแลกกับความปลอดภัยในการเดินทาง ของนักเรียนที่ลดลง