ทำไมจึงลดอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ในหมู่วัยรุ่นไม่สำเร็จ

ช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เช่น เทศกาลปีใหม่ หรือเทศกาลสงกรานต์ เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนเฝ้ารอคอย แต่มีบุคคลกลุ่มหนึ่งกลับต้องทำงานด้วยความเคร่งเครียด และวิตกกังวลกับจำนวนตัวเลขการบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุจราจรที่พวกเขาต้องคอยระวังไม่ให้เกินจากเป้าหมายที่พวกเขาได้รับนโยบายมา

มาตรการเข้มงวดในการดำเนินการตามกฎหมายในกรณีต่างๆ ถูกสั่งให้นำมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด กระนั้นตัวเลขการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรก็ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากอุบัติเหตุที่เกิดกับรถจักรยานยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ที่มีผู้ขับขี่คือ วัยรุ่น

ขณะที่ภาพของผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่มีสีหน้าและลำคอแดงก่ำ ตาเยิ้ม ลมหายใจมีกลิ่นสุรา ตะโกนโหวกเหวก ทักทายเพื่อนข้างทางสลับกับการร้องเพลง และบิดคันเร่ง รถมอเตอร์ไซค์อย่างมีความสุข ในอีกด้านเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนนบางคนกลับบ่นว่าเครียด เหนื่อย และตั้งคำถามว่า ในเมื่อเด็กวัยรุ่นที่ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์จนประสบอุบัติเหตุยังไม่รักตัวเอง? แล้วทำไมพวกเขาจึงต้องมาคอยเป็นห่วงดูแลพวกเด็กวัยรุ่นเหล่านั้นด้วย ?

“ทำไมเด็กวัยรุ่นเหล่านี้จึงมีความนิยมชมชอบการขี่รถมอเตอร์ไซค์ ทำไมพวกเขาจึงต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์ด้วยลีลาการขี่รถที่เสี่ยง ทำไมอัตราการบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรในกลุ่มเด็กวัยรุ่นผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์จึงไม่ลดลงเท่าที่ควร แม้ว่ารัฐจะกำหนดและดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวดแล้วก็ตาม”

และนี่คือหนึ่งในหลายคำถามซึ่งทำให้ ปนัดดา ชำนาญสุข อาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำการศึกษาโลกของเด็กวัยรุ่นผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร ทั้งในฐานะผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เพื่อให้เข้าใจ เข้าถึง และจัดทำเป็นรายงานที่ชื่อว่า “โลกของวัยรุ่น กับการบาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุ” ซึ่งได้ข้อสันนิษฐานและข้อสรุปออกมาว่า

“การพิจารณาปรากฏการณ์การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรด้วยมุมมองทางระบาดวิทยาที่ปลอดพ้นจากการเชื่อมโยงวิถีชีวิต สภาพสังคม และวัฒนธรรมของผู้ขับขี่นั้น อาจเป็นเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้ยุทธศาสตร์และมาตรการต่างๆ ที่รัฐผลิตสร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องปฏิบัตินั้น ไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายในการลดอัตราการบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ขับขี่ที่เป็นเด็กวัยรุ่น”

ทั้งนี้ปรากฏการณ์การบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรในกลุ่มเด็กวัยรุ่นนั้นมิได้ดำรงอยู่ในสังคมเพียงลำพัง หากแต่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับปัญหาสังคมอื่นๆ ที่สะท้อนถึงสภาพสังคมและวัฒนธรรมวัยรุ่นในสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ถูกนำมาใช้น้อยมากในการวิเคราะห์ปรากฏการณ์การบาดเจ็บ และการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ

จากการศึกษาของปนัดดาพบว่า ลักษณะของเด็กวัยรุ่นที่ขับขี่รถในลีลาที่เสี่ยงนั้นมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่ขับขี่รถที่ปลอดภัย กล่าวคือพวกเขาคือเด็กวัยรุ่นที่ถูกสังคมครอบครัว ชุมชน และโรงเรียนเบียดขับให้เป็นเด็กชายขอบ พวกเขาไม่สามารถก่อร่างอัตลักษณ์ตัวตนในลักษณะที่สังคมให้การยอมรับและให้คุณค่าได้

“รถมอเตอร์ไซค์ในชีวิตของเด็กวัยรุ่น มีความหมายเสมือนสิ่งมีชีวิตอันเป็นที่รักและความสัมพันธ์ระหว่างเด็กวัยรุ่นกับรถมอเตอร์ไซค์นั้นมิได้เป็นเพียงธุรกรรมทางการค้าที่ยุติลงเพียงขั้นตอนของการซื้อหามาเท่านั้น"

ปฏิบัติการในชีวิตประจำวันของเด็กวัยรุ่นก่อร่างถักทอสายใยของความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างพวกเขากับรถมอเตอร์ไซค์ การมีประสบการณ์ร่วมกันและการอยู่เคียงข้างกันนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับวัตถุกลายมาเป็นความสัมพันธ์ที่ผูกพันกันระหว่างชีวิตสองชีวิตที่ต้องดูแลเอาใจใส่มีความรู้สึกรักใคร่ หวงแหน จนในที่สุด รถมอเตอร์ไซค์ในโลกของวัยรุ่นนั้น ไม่ใช่สินค้า หากแต่เป็นวัตถุแห่งความหลงใหล คลั่งไคล้ ซึ่งเป็นรูปแบบสูงสุดของการบริโภคที่ทำให้วัตถุกลายเป็นสิ่งที่ต้องเอาใจใส่ไม่แตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตซึ่งเป็นผลมาจากปฏิบัติการอย่างเป็นพลวัตรระหว่างเด็กวัยรุ่น ความเป็นคนชายขอบ กับระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม และลีลาการขี่รถที่เสี่ยงของเด็กวัยรุ่นก็เป็นวัฒนธรรมย่อยที่พวกเขาเลือกใช้เป็นกลยุทธ์ในการสร้างพื้นที่ทางสังคม เพื่อก่อร่างอัตลักษณ์และเสริมสร้างอำนาจให้กับพวกเขาเพื่อหลุดพ้นจากความเป็นคนชายขอบที่สังคมหยิบยื่นให้

สำหรับปนัดดา การบาดเจ็บรุนแรงจากการเกิดอุบัติเหตุจราจรของเด็กวัยรุ่นนั้น จึงไม่ใช่เป็นเพียงการขับขี่ที่ขาดความรู้และทักษะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสังคมที่ซับซ้อนผูกโยงกันกับปัญหาอาชญากรรมอื่นๆ อาทิ การมีเพศสัมพันธ์ที่ฉาบฉวยและไม่ปลอดภัย การเสพ ซื้อและขายยาเสพติด การใช้อาวุธเพื่อการต่อสู้กันระหว่างกลุ่ม และการก่ออาชญากรรมต่างๆ เป็นต้น โดยมีเด็กวัยรุ่นเป็นผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ ดังนั้นวิธีคิดที่ว่าวัยรุ่นเป็นผู้กระทำที่มีปัญหาและใช้วิธีการจับกุมที่เข้มงวดนั้นจึงเปรียบเสมือนหนึ่งของการผลิตซ้ำความรุนแรงต่อเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ด้วย

ปนัดดาจึงตั้งข้อสังเกตว่า การพิจารณาและศึกษาวิจัยเฉพาะบางมิติจึงอาจทำให้เกิดข้อสรุปว่า กลุ่มคนที่มีปัญหากลายเป็น “ตัวปัญหา” ไปได้ง่าย การวิเคราะห์ที่ไร้บริบทความสัมพันธ์ทางสังคมวัฒนธรรมแต่เพ่งสายตามองไปที่กลุ่มคนเหล่านั้น ทำให้เห็นพวกเขาเป็น “ต้นเหตุ” ไปได้ง่าย ทั้งๆ ที่โดยแท้จริงแล้วพวกเขาเป็น “ปลายเหตุ” มากกว่า

Recent Post

การพัฒนาการของเด็กกับความปลอดภัยในการใช้รถจักรยานยนต์

การพัฒนาการของเด็กกับความปลอดภัยในการใช้รถจักรยานยนต์555

โครงการจัดทำชุดความรู้การบาดเจ็บจากการใช้รถจักรยานยนต์ในเด็ก ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้

โครงการจัดทำชุดความรู้การบาดเจ็บจากการใช้รถจักรยานยนต์ในเด็ก ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ 555