ขับรถยิ่งเร็วยิ่งเสี่ยงตาย เหยียบ 80 - เท่ากับตกตึก 8 ชั้น

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2558 เวลา 15:29 น

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีดัชนีความรุนแรงอุบัติเหตุทางรถเพิ่มมากขึ้น โดยในช่วงเทศกาลมีผู้เสียชีวิต 11 รายต่อการเกิดอุบัติเหตุ 100 ครั้ง ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง ขณะที่หลายประเทศตั้งเป้า ผู้เสียชีวิตเป็นศูนย์ด้วยการใช้มาตรการต่างๆ สาเหตุความรุนแรงมาจากความเร็ว การไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกันและสภาพถนน โดยพบว่าความเร็วเป็นสาเหตุร้อยละ 10-25 สภาพถนนทางหลวงร้อยละ 75 ทั้งนี้ สภาพถนนในเขตเมืองนั้นมีการใช้ร่วมกันระหว่างคนเดิน คนปั่นจักรยาน และจักรยานยนต์ ซึ่งพบว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เสียชีวิตสูง ทำให้มีการเสนอในงานสัมมนาระดับชาติ เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 12 เพื่อให้เกิดการปรับลดอัตราความเร็วในเขตเมืองลง

 นพ.ธนะพงศ์ กล่าวว่า ยิ่งเร็วยิ่งอันตราย ความเร็วเกิน 50 กิโลเมตร (ก.ม.) ต่อชั่วโมง (ช.ม.) ถ้าชนคนจะมีอัตราตายเกินร้อยละ 80 เร็วเพิ่มขึ้น 2 เท่าแรงปะทะเพิ่มขึ้น 4 เท่า หรือ ความเร็ว 60 ก.ม.ต่อช.ม.เท่ากับตกตึก 5 ชั้น 80 ก.ม.ต่อช.ม.เท่ากับตกตึก 8 ชั้น ซึ่งยิ่งเพิ่มความเร็วมากขึ้น ยิ่งเพิ่มระยะหยุดออกไป โดยความเร็ว 50 ก.ม.ต่อช.ม.ใช้ระยะหยุด 27 เมตร ความเร็ว 80 ก.ม.ต่อช.ม.ใช้ระยะหยุด 57 เมตร และจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 15-20 ถ้าถนนลื่น นอกจากนี้ พบว่ายิ่งใช้ความเร็วเพิ่มขึ้นมุมมองของผู้ขับขี่ยิ่งแคบลงทำให้มองไม่เห็น คนและรถจักรยาน

 “มูลนิธิ ไทยโรดส์ ได้สำรวจพบว่า ผู้ใช้รถ 1 ใน 3 มีทัศนคติว่าขับรถเร็วไม่เป็นไรถ้าระวัง แต่ความจริงแล้วการใช้ความเร็วทำให้ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งปัจจุบันเขตเมืองกำหนดความเร็วขั้นต่ำที่ 80 ก.ม.ต่อช.ม. ซึ่งจำเป็นต้องปรับลดลงเหลือ 40-60 ก.ม.ต่อช.ม. ตามประเภทถนน รวมทั้งกำหนดนิยามให้ชัดเจนว่าเขตเมืองหมายความถึงถนนประเภทใดบ้าง เช่น ถนนวิภาวดีรังสิต ช่องกลางนับเป็นช่องทางด่วน แต่คู่ขนานต้องใช้ความเร็วเขตเมือง เป็นต้น และก่อนที่จะปรับแก้กฎหมายอาจต้องเปลี่ยนความเร็วในเขตโรงเรียน ตลาด ชุมชน แล้วค่อยๆ ขยายออกไปเพื่อให้ประชาชนเข้าใจและปฏิบัติ” นพ.ธนะพงศ์กล่าว

ที่มา :